ประเพณี

               เมื่อประมาณ 100 ปีเศษมาแล้ว อำเภอศรีราชายังเป็นส่วนหนึ่งของเมือง บางละมุง ซึ่งตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอบางละมุงจังหวัดชลบุรี ปัจจุบัน แต่ยังคงใช้ชื่อ “เมืองบางละมุง” อยู่และระบบบริหารราชการแผ่นดินยังไม่มีอำเภอทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพระยารักษา (เส็ง) ผู้เป็นเจ้าเมืองคนแรก ครั้นทางราชการได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองเป็นมณฑล จังได้ย้ายเมืองบางพระไปตั้งอยู่ที่บางปลาสร้อย โดยรวม เอาเมืองพนัสนิคมเข้าด้วยเรียกว่า “เมืองชลบุรี” ในปี พ.ศ. 2437 (ร.ศ.113) ได้ตั้งเมืองบางพระเป็นอำเภอ ใช้ชื่อว่า “อำเภอบางพระ” ต่อมา เจ้าพระยาสุรศักดิ์ในตรี (เจิม แสงชูโต) เสนาบดีกระทรวงเกษตรป่วย จึงขอ ลาพักราชการแล้วมารักษาตัวอยู่ที่เกาะลอยศรีราชา และพบว่าศรีราชา เป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การพาณิชย์ ก็เกิดความคิดที่จะลงทุนทำป่าไม้ จึงได้จับจองและซื้อที่ดินไว้เป็นจำนวนมาก จนกระทั่งปี พ.ศ. 2440 เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีได้กราบถวายบังคมลาออกจากราชการและขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตทำป่าไม้ กระยาเลยที่ศรีราชา โดยได้รับ สัมปทานทำป่าไม้กระยาเลยตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2441 มีโรงเลื่อยไม้ห้างจากตัวอำเภอบางพระไปทางทิศใต้ราว 5 กิโลเมตร ชื่อว่า “บริษัท ศรีราชาทุน จำกัด” เมื่อบริษัทเจริญเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ บรรดาคนงานก็ทวีขึ้นเป็นเงาตามตัว จนกลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่

ครั้นปี พ.ศ.2446 (ร.ศ.122) เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีได้กราบทูลต่อกรมขุนมรุขพงษ์ ศิริพัฒน์ ซึ่งเป็นสมุหเทศาภิบาล ผู้สำเร็จราชการ มณฑลปราจีนบุรี ขอให้ย้ายอำเภอมาตั้งที่ศรีราชา ปัจจุบัน กรมขุนมรุขพงษ์ ศิริพัฒน์ เห็นชอบด้วย จึงได้ย้ายอำเภอบางพระมาตั้งที่ศรีราชา แต่ยังคง ใช้ชื่ออำเภอบางพระเหมือนเดิม ที่ตั้งอำเภอศรีราชาใหม่อยู่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ภูมิประเทศ ส่วนใหญ่เป็นเนินลาด มีภูเขาเล็ก ๆ ตั้งกระจายอยู่ทั่วไป ฤดูฝนมีฝนตกชุก อากาศอบอุ่นตลอดปี นอกจากนี้ กลิ่นไอทะเลบริเวณนี้ยังไม่ทำให้เหนียวตัวอีกด้วย ชาวต่างประเทศที่เข้ามาติดต่อกับไทย ในยุครัตนโกสินทร์ต่างรู้จักกันดี เพราะนอกจากเดินทางสะดวก ยังมีอากาศดี เหมาะแก่การพักผ่อน เป็นอย่างยิ่ง ทำให้ศรีราชาได้รับความสนใจจากข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกรุงเทพฯ

ในยุคที่มีการปรับปรุงประเทศตามแบบตะวันตกตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เปิดสัมพันธ์ไมตรีกับนานา ประเทศศรีราชาจึงเป็นที่พักผ่อนตากอากาศ และพักฟื้นจากการเจ็บป่วยทั้งของชาวต่างประเทศและชนชั้นสูงของไทย ครั้นถึงวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2437 สมเด็จเจ้าฟ้าชายมหาวชิรุณหิศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารสวรรคต ทำให้สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราช เทวีทรงประชวร มีพระพลานามัยไม่ดีมาตลอด แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะโปรดเกล้าฯให้ตามเสด็จในคราวเสด็จประพาสชวาเมื่อ พ.ศ.2438 เพื่อให้ผ่อนคลายทุกข์โศกแต่ก็ไม่สู้จะได้ผลนัก หลังจากนี้ยังทรงสูญเสียสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงศิราภรณ์โสภณพิมลรัตนวดี เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2441 และยังสูญเสียสมเด็จเจ้าฟ้าชายสมมติวโรทัย เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2442 สมเด็จพระนางสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี ทรงเสียพระทัย จนถึงกับประชวรหนัก เกือบจะทรงพระราชดำเนินไม่ได้ แพทย์หลวงพากันถวายการรักษาจนพระอาการดีขึ้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯให้แปรพระราชฐานมาประทับ ณ หัวเมืองชายทะเล ณ หัวเมืองชายทะเล ในชั้นแรกได้มาประทับที่บางพระครั้น ต่อมาเจ้าพระยาสุรศักดิ์ มนตรีได้มาทำกิจการป่าไม้ที่ศรีราชาจึงทรงโปรดเกล้าฯให้ย้ายมาประทับที่ศรีราชา โดยมีรับสั่งให้เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีเป็นผู้ถวายการอารักขา

ใน พ.ศ.2460 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอศรีราชา ด้วยเหตุที่อำเภอศรีราชามีความสำคัญมาช้านาน จึงมีขนบธรรมเนียมประเพณีที่น่าสนใจ หลายอย่าง โดยเฉพาะประเพณีกองข้าวหรือกองข้าวบวงสรวงอันมีชื่อเสียงของชลบุรี ซึ่งเป็นการสืบทอดมาจากความเชื่อที่ว่าเป็นประเพณีที่ดีงาม และได้ ถือปฏิบัติติดต่อกันมานานแล้ว ส่วนจะถือกำเนิดขึ้นเมื่อใดหรือได้รับอิทธิพลมาจากที่ใดยังไม่ทราบแน่ชัด แต่จากการสอบถามผู้เฒ่าคนชราที่มีชีวิตอยู่ ได้รับการยืนยันว่า “กองข้าวบวงสรวง” เป็นประเพณีที่ปฏิบัติกันในเทศกาลตรุษสงกรานต์ คนโบราณถือว่าในแต่ละปีที่ชีวิตคนรอดพ้นอุปสรรค ภยันตรายมาได้ เพราะบุญบารมีที่ทำไว้ ประกอบบรรดาเหล่าเทวาอารักษ์ช่วยพิทักษ์รักษา จึงได้มีความเป็นอยู่อย่างปกติสุข ด้วยเหตุนี้ พอถึงเดือนเปลี่ยน ศักราชใหม่ จึงได้พร้อมใจกันนำข้าวปลาอาหารโอชารสที่ได้เลือกสรรไว้ แล้วมาวางรวมกันในย่านใดย่านหนึ่ง เพื่อทำการบวงสรวงเทวดา มีการอ่านบท ชุมนุมเทวดาให้มารับรู้ การแสดงความรำลึกถึงเมตตาคุณของเทวาอารักษ์ ด้วยความกตัญญูกตเวทีนั่นเอง นอกจากนี้ยังได้เตรียมข้าวปลาอาหารอีกส่วนหนึ่ง ไปกองรวมกันไว้ในที่จัดให้ เพื่อเซ่นไหว้เหล่าภูติผีปีศาจสัมภเวสีทั้งหลายให้มารับไปและขออย่าได้ทำความเดือนร้อนแก่ชาวบ้านพร้อมกับอวยพรให้บ้านเมือง อยู่เย็นเป็นสุขอย่างได้มีอาเพศเหตุร้าย ครั้นพิธีเสร็จสิ้นแล้วก็จะนำอาหารคาวหวานมานั่งรับประทานร่วมกัน คนที่ไม่เคยรู้จักกันก็ได้มีโอกาสรู้จักกัน ใครที่ไม่ เคยพบปะก็ได้พบปะสนทนา ผู้ใดที่ยังโกรธเคืองกันอยู่ต่างจะยอมคืนดีกัน ร่วมกันเสวนาฮาเฮอย่างญาติมิตร แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ไต่ถามสารทุกข์สุกดิบ อันเป็นมูลเหตุแห่งความสามัคคี หลังจากนั้น อาหารที่เหลือจะไม่นำกลับไปบ้าน จะเทไว้บริเวณนั้น เผื่อแผ่ไปถึงสุนัขและสัตว์พเนจรให้ได้กินอิ่มหนำสักวัน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s